เวลาคุณคิดจะเขียนงานเขียนสักชิ้น คุณคิดว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะนักเขียนมือใหม่ยิ่งสำคัญที่สุดของที่สุด สิ่งนั้นเรียกว่าโครงสร้างเนื้อหา หรือ พลอตเรื่อง นั่นเอง แน่นอนว่าการร่างและการจัดวางพลอตเรื่องที่ดีนั้นจะช่วยให้งานเขียนของเราเขียนง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในที่นี้เราขอหยิบยื่นประเด็นการวางพลอตนิยายขึ้นมาก็แล้วกัน การร่างและการจัดวางพลอตเรื่องนิยายนั้น บางคนอาจจะมองว่าเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่จริงๆ แล้วคุณคิดผิด การร่างและวางพลอตเรื่องนิยายนั้นไม่ยากอย่างที่คุณคิด เอาเป็นว่าเรามาคุยกันทีละหัวข้อก็แล้วกัน
1. การร่างพลอตนิยาย หมายถึง การร่างเนื้อหาของนิยายที่เราต้องการจะแต่งว่าจะแต่งแนวไหน ลักษณะเนื้อหาอย่างไร ตัวละครกี่ตัว ในส่วนนี้จะเป็นตัวเอกกี่ตัว ตัวรองกี่ตัว บุคลิกของตัวละคร ฯลฯ วัตถุประสงค์ของการร่างพลอตนิยายเป็นการกระทำที่ทำเพื่อให้เราแต่งนิยายได้อย่างง่ายดาย ตรงตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง
การร่างพลอตนิยายนั้นยังมีประโยชน์อยู่อีกประการหนึ่ง คือ เป็นวิธีการที่ช่วยลดความตึงเครียดในการสร้างเนื้อหาและฉากให้กับตัวละครในระดับหนึ่งอีกด้วย สำหรับวิธีการร่างพลอคเรื่องนิยายนั้น เราสามารถแบ่งจำแนกได้เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
1.1 การกำหนดประเภทของนิยาย เป็นการกำหนดว่า เราจะแต่งนิยายแนวไหน คือสิ่งแรกที่เราควรรู้ เพราะจะทำให้งานเขียนของเราง่ายขึ้น
1.2 การกำหนดลักษณะเนื้อหาของนิยาย คือ การกำหนดปมเรื่องว่าจะให้ออกมาในลักษณะใด จะได้แต่งงานเขียนได้ตรงตามเป้าหมายในการเขียนของเราโดยไม่คลาดเคลื่อนนั่นเอง
1.3 การกำหนดตัวละคร ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการร่างพลอตนิยาย เหมือนเป็นหัวใจหลักก็ว่าได้ นอกจากนี้ การกำหนดบุคลิกที่โดดเด่นของตัวละคร ก็จะเป็นที่น่าสนใจ และเป็นพลังดึงดูด และเสน่ห์อีกอย่างที่คนอ่านได้รับรู้ด้วยจิตใจของตัวเขาเองด้วย
2. การจัดวางพลอตนิยาย เป็นการเรียบเรียงพลอตให้เป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน ทำง่ายๆ ได้โดยดูว่าฉากไหนควรมาก่อน ฉากไหนควรมาทีหลัง แล้วนำมาเรียบเรียงให้ดี เมื่อเรานำพลอตมาแต่งจะได้ไม่งงงวยกับพลอตของตนเอง เป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนเท่ากับการร่างพลอต แต่ถือมีความสำคัญยิ่ง
ระบวนการทั้ง 2 กระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์กับบรรดานักเขียนมาก โดยเฉพาะนักเขียนมือใหม่ จะช่วยได้มากทีเดียว หวังว่าข้อมูลคงมีประโยชน์กับท่าน
SDU ZA
สวัสดีคะ/ครับ ^____________^
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
ข่าวแจก
อบรมพัฒนา บุคลิกภาพ
ส่วนหนึ่งในรายวิชา เตรียมฝึกประสบการณ์นิเทศฯ
คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาตร์ แขนงประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ส่วนหนึ่งในรายวิชา เตรียมฝึกประสบการณ์นิเทศฯ
คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาตร์ แขนงประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
จัดกิจกรรมการเสริมสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการอบรมคอร์สแต่งหน้าให้กับนักศึกษา
ชั้นปี 4 ในรายวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์นิเทศศาตร์3
ในการอบรมมีการสอนให้นักศึกษา
แต่งหน้าให้เหมาะสมกับรูปหน้า และแก้ไขในส่วนที่บกพร่องในแต่ละจุด
ทำให้นักศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ในชีวิตประจำวันโดยวิทยากรที่มาให้ความรู้ในการอบรม คือ คุณ กุลนภา แต้อภัย Make Up Artish ผู้คว่ำหวอดในวงการ Make Up
ณ ห้อง 11701 อาคาร 11 ชั้น 7 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ 2552 ที่ผ่านมา
---------------------------------------------------------------------------------
ปรับเปลี่ยนลุคให้โดนใจ! แต่งหน้าให้สวยเลิศ(ที่สุดในปฐภี)
เพื่อความเป็น 1 ในใต้ล้า กับพี่ม้า อรนภา กฤษฎี
ฟรี! แบบไม่น่าเชื่อ โครงการสัมมนา บุคลิกภาพกับนักประชาสัมพันธ์
เชิญชวนเพื่อนักศึกษา อาจาร์ย และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมฟังสัมมนาในหัวข้อ
"บุคลิกภาพกับนักประชาสัมพันธ์"เรียนรู้เทคนิกการพัฒนาบุคลิกภาพ การแต่งตัว
พร้อมทั้งเรียนรู้ และรับการสาธิตการแต่งหน้าอย่างมืออาชีพ
โดย Make Up Artish ชื่อดัง พี่ม้า อรนภา กฤษฎี
ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้องประชุมปิ่นน้อย
ชั้น 4 อาคารสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
เวลา 13.00 น. - 17.00 น.
จัดทำโดย
นักศึกษา ตอนเรียน B1 คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาตร์
แขนงประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
---------------------------------------------------------------------------------
กบนอกกะลา สัมมนาเรื่อง " จากกบนอกกะลาสู่ที่มาแห่งการเรียนรู้"
พบกับ "กบต่อ" คุณ ภัทราพร สังข์พวงทอง ( Creative และ พิธีกรรายการ กบนอกกะลา
กับสาระความรู้ในขั้นตอนการผลิตและทำงาน ของ "รายการกบนอกกะลา"
วันพุธที่ 21 มกราคม 2552
13:00-16:00 น
ณ ห้องประชุม ปิ่นน้อย โดยนักเรียนชั้นปีที่ 3 กลุ่มเรียน D1
แขนงวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ หลักสูตร นิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
บทเกี่ยวกับการเขียนต่างๆ
บทความนั้นมีลักษณะหลากหลายในการเขียน ดังนั้น
ในการระบุประเภทของบทความย่อมสามารถพิจารณาได้หลายลักษณะ
แต่ในที่นี้จะจำแนกเป็น 10 ประเภทดังนี้
1. บทความเชิงบรรยาย (Narrative Article) เป็นบทความที่บรรยายประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะแปลกใหม่ ต้องบอกแก่ผู้อ่านเท่าที่ตนทราบ โดยบอกได้อย่างถูกต้อง ไม่น่าเบื่อ กล่าวคือการบรรยายให้ผู้อ่านสนใจ ประทับใจ เขียนให้เห็นจริงเห็นจัง โดยละเอียด ใช้ภาษาเรียบ ง่าย ไม่กำกวม ไม่วกวน ในการเขียนโดยมากจะกล่าวถึงการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งหรือบุรุษที่สาม กล่าวคือถ้าเป็นการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง จะเป็นการบรรยายประสบการณ์ในเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดของผู้เขียนที่บรรยายเป็นงานเขียนออกมา ถ้าเป็ฯการใช้สรรพนามบุรุษที่สาม จะเป็ฯการบรรยายถึงประสบการณ์ของบุคคลอื่นซึ่งเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้เขียน
2. บทความเชิงแสดงบุคลิกภาพ (Personality Sketch Article) เป็นบทความที่มุ่งให้ผู้อ่านทราบคุณลักษณะบุลิกภาพของบุคคลที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง สิ่งซึ่งทำให้บุคคลมีจุดเด่น น่าสนใจ การเขียนจะยึดหลักข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และใช้ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นประกอบ ทั้งต้องระลึกเสมอว่าไม่ใช่เป็นการเขียนชีวประวัติบุคคล
3. บทความเชิงสัมภาษณ์ (Interview Article)เป็นบทความแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อปรากฏการณ์ใด โดยปกติบทความประเภทนี้มักจะมีคำถาม คำตอบสลักกับแกนรูปแบบการเขียนลักษษณะร้อยแก้ว เหมือนกับบทความประเภทอื่น ๆ อย่างก็ดีในการเขียนผู้เขียนควรแทรกเกร็ดของเรื่องหรือแต่ละประเด็ในบางตอนเพื่อขจัดความน่าเบื่อ
4. บทความเชิงสาธิตวิธีการ (How-to-do-it Article) เป็นบทความที่เขียนเพื่ออธิบายการกระทำตามขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดขั้นตอน หรือครบกระบวนการ เพื่ผู้อ่านอ่านจนสามารถนำไปปฏิบัติได้ การเขียนบทความประเภทนี้จะต้องเขียนให้รายละเอียดมากกว่าการเสนอเพียงข้อมูลเท่านั้น
5. บทความความเรียง (Easay Article) เป็นบทความที่ค่อนข้างสั้น จะต้องจัดการลำดับข้อเท็จจริง การเสนอประเด็นที่จัดกุม เพราะมีประเด็นในการเขียนเพียงประเด็นเดียว การเขียนบทความความเรียงนี้ จะแตกต่างกับการเขียนเรียงความธรรมดำมาก ดังนั้น ผลงานเขียนบทความประเภทนี้จะสะท้อนให้เห็นสมรรถนะหรือบุคลิกลักษณะการเขียนของผู้เขียนแต่ละคน เพราะว่าบทความเชิงความเรียงนี้ยังแยกตามวัตถุประสงค์การเขียนได้อีก 5 ลักษณะ คือ
5.1 บทควาเพื่อให้ข่าวสาร (Information Article) เป็นบทความที่มุ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าว แต่การเขียนรูปแบบต่างกับการเขียนข่าว กล่าคือ เขียนตามเนื้อหาสาระตามลำดับที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบ ดังนั้นบรรณาธิการ ไม่สามารถตัดข้อความในตอนท้ายของบทความออกได้
5.2 บทความเพื่อแสดงความเห็น (Opinion Article) เป็นบทความที่เสนอควาคิดเห็นของผู้เขียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุผล และข้อเท็จจริงแก่ผู้อ่าน ความคิดเห็นดังกล่าวจะต้องแปลกกว่าที่เคยมีมา และเป็ฯในทางสร้างสรรค์มีความเป็นไปได้ น่าสนใน แต่ต้องไม่ใช่ความคิดเห็นเป็นลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ประการสำคัญความคิดเห็นนั้นจะต้องมากจากการบูรณการของข้อเท็จจริง
5.3 บทความเพื่อการอธิบาย (Interprete Article) เป็นบทความที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับบทความเพื่อการให้ข่าวสาร และบทความเพื่อแสดงควาเห็น แต่มีวามแตกต่างกันตรงที่ ทความเพื่อการอธิบายจะให้แง่มุมที่ลึกซึ้งกว่า โดยเฉพาะจะเป็ฯการตอบคำถามของคำถามเหล่านี้ คือ ใคร อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ทำไม และอย่างไร ซึ่งจะเน้นตอบคำถามอย่างไรมากกว่า
5.4 บทความชวนขัน (Humorous Article) เป็นบทความที่ค่อนข้างเขียนยากเพราะว่า การเขียนบทความชวนขัน ในที่นี้ไม่ใช่เป็นการเขียนมุขตลกขบขัน แต่เป็นการเขียนจากข้อเท็จจริง โดยใช้ข้อมูลในบางเรื่อง อตจเป็นข้อเท็จจริงที่หนักสมองแต่นำมาเขียนให้ชวนขัน ซึ่งในขณะขบขันนั้นจะมีความรู้สึกบางอย่างขึ้นพร้อมกัน เช่น ขบขันทั้งน้ำตา การเขียนบทความลักษณะนี้ จะเริ่มต้นจากการเขียนที่มีลีลาที่สุภาพเรื่อยไปจนกระทั่งมีบางตอนบางแห่งหรือหลายแห่งจะมีถ้อยคำหรือข้อความเป็นลักษณะหยิกแกมหยอก ยั่วยุ เสียดสี ฯลฯ โดยใช้คภชวนขัน
5.5 บทความกระตุ้นจิตสำนึก (Inspirational Article) เป็นบทความที่ผู้เขียนมุ่เสนอประสบการณ์ของตนเองหรือผู้อื่นเกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนา การตัดสินใน ความมานะ พยายาม ความอดทน ความเจ็บป่วย ฯลฯ เพื่อกระตุ้นหรือปลุกระดมให้ผู้อ่านมีความสำนึกในบางเรื่องบางสถานการณ์
6. บทความเชิงโต้แย้ง (Controyersial Article) เป็นบทความที่มีประเด็นปัญหาที่แตกต่างกันในเชิงความคิด ผู้เขียนเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลให้มีความสมดุลระหว่างประเด็นที่แตกต่างกัน แล้วปล่อยให้ผู้อ่านได้พิจารณาตัดสินเอง
7. บทความเชิงวิจารณ์ (Critical Article) เป็นบทความที่เกี่ยวกับวรรณกรรมหรือศิลปกรรม บทความประเภทนี้มี 2 ลักษณะ ลักษณะแรก เป็นการเขียนแนะนำให้ทราบแม้จะมีการวิจารณ์ก็ไม่ค่อยจะรุนแรงมาก ส่วนอีกลักษณะเป็นการเขียนวิจารณ์ที่รุแรงเพื่อวินิจแัยคุณค่าของผลงานนั้น ๆ การวิจารณ์อาศัยหลักแลกฎเกณฑ์ทั้งทางฟฤษฎีและเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพื่อการประเมินคุณค่าอย่างเป็นธรรม
8. บทความเชิงวิเคราะห์ (Analytical Article) เป็นบทความที่มุ่งเสนอการวิเคราะห์เหตุการณ์ใด ๆ โดยเน้นประเด็นสำคัญของเรื่อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการประเมินคุณค่าเสมอไป แต่ควรมีข้อเสนอที่ว่าสิ่งที่เกิดขณะนั้นจะนำไปสู่เหตุการณ์อะไรในอนาคตได้บ้าง ซึ่งการวิเคราะห์จะต้องมีความสมเหตุสมผลในการเขียน นอกจากนั้นอาจสรุปเป็นแนวคิดแก่ผู้อ่านก็ได้
9. บทความเชิงสารคดี (Feature Article) เป็นบทความที่เขียนแบบสารคดีมีการวิเคราะห์วิจารณ์ควบคู่กันไป ทำให้มีสาระมากกว่าบันเทิง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การเอาข้อเท็จจริงที่มีสารมาเขียนในรูปแบบของสารคดีนั่นเอง
10. บทความเชิงวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่มุ่งเสนอความรู้เรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยตรง ได้ แก่ รายงานทางวิชาการ รายผลการวิจัย รายงานการประชุมเชิงวิชาการเป็นต้น บทความประเภทนี้มีการเสนอสาระอย่างตรงไปตรงมา แต่บางครั้งอาจมีการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างแก่ผู้อ่านในบางส่วนเท่าที่จำเป็นก็ได้จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการจำแนกประเภทของบทความในแนวหนึ่ง ซึ่งตำราบางเล่มอาจแบ่งประเภทของบทความที่แตกต่างไปจากนี้ เช่น เจือ สตะเวทิน แบ่งไว้ 2 ประเภท คือบทความทางการเมืองและบทความเชิงความรู้ นอกจากนั้น วาสนา เกตุภาค ได้แบ่งเป็น 2 ประเภท เช่นกัน คือ บทความทางวิชาการ และบทความทั่วไป เป็นต้น
ยกตัวอย่าง บทความเพื่อให้ข่าวสาร
เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน พ.ศ. ๒๕๓๗ ภาพคลองแสนแสบในจินตนาการของผู้คน
โดยเฉพาะคนเมืองหลวงคงไม่พ้นภาพคลองน้ำครำสายใหญ่ สายยาวที่สุดของกรุงเทพมหานคร
โดยเฉพาะนับจากต้นคลองที่สะพานผ่านฟ้า ผ่านย่านราชเทวี ประตูน้ำ คลองตัน จนถึงบางกะปิ
ขณะที่คลองส่วนนอกก็รกเรื้อเต็มไปด้วยวัชพืช เช่น หญ้าคา ผักตบชวา ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ
จากคลองสายนี้อีกแล้ว ลบภาพคลองแสนแสบที่มีน้ำใส และสองฟากฝั่งคลองที่สะท้อนภาพในน้ำมีปลา
ในนามีข้าว เป็นเพียงภาพฝัน กลายเป็นอดีตอันขมขื่นของผู้เกิดและเติบโตมากับคลองสายนี้
แม้ว่าชาวบ้านจะพยายามกันแล้ว แต่ก็เสมือนว่าเกินกำลัง เพราะปัญหาของคลองแสนแสบมิได้เกิดขึ้น
เพียงวันสองวัน และไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ผู้มักง่ายและไม่รู้คุณค่า กลางปี
พ.ศ. ๒๕๓๗ มีกลุ่มบุคคลผู้รักน้ำ และอับอายที่เห็นคู คลอง ทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กลายเป็น
ท่อน้ำครำขนาดใหญ่ ประจานความดูดายและมักง่ายของคนไทย กลุ่มบุคคลที่ว่านี้ ประกอบด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยกองทัพบก ซึ่งในขณะนั้น คือ
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร พล.ท.สำเภา ชูศรี ยังมี นายธรรมนูญ หวั่งหลี นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
นายขรรค์ชัย บุนปาน ตลอดถึงอธิบดีกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือสถาบันการศึกษา
ตั้งแต่สถาบันราชภัฏจันทรเกษม สถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา หรือราชนครินทร์ในปัจจุบัน
สถาบันราชภัฏเพชรบุรี ลงมาถึงโรงเรียนมัธยมและประถมศึกษา ในสังกัดกรมสามัญศึกษาและ
สังกัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งแกนนำประชาชนริมคลองแสนแสบ อย่างนายวินัย สะมะอุน เป็นต้น
ได้รวมตัวกันขึ้นในรูปของคณะกรรมการ และตั้งชื่อโครงการว่า "โครงการรวมใจภักดิ์ รักษ์คลองแสนแสบ"
คณะกรรมการชุดนี้ถือกำเนิดขึ้นดุจเดียวกับคณะกรรมการทอดผ้าป่าสามัคคี คือใครสนใจเข้าร่วมเป็น
คณะกรรมการได้ทุกคน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยมุ่งหวังอย่างเดียว คือร่วมกันดูแลและพัฒนาคลองแสนแสบที่มีความสำคัญในอดีตให้มีสภาพดีขึ้น ทุกฝ่ายได้ช่วยกันจัดกิจกรรมตามวาระเพื่อหาทางฟื้นฟู
ลำคลองสายนี้เรื่อยมา โดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๗ ได้รวมพลังครั้งใหญ่รณรงค์ทำความ
สะอาดคลองแสนแสบตลอดสาย ทั้งทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน
และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมใจกันพัฒนาคลองแสนแสบ เก็บขยะ กำจัดผักตบชวา พงอ้อพงแขม จน
ลำคลองสะอาดโล่งเตียน และเรือสามารถผ่านได้ตลอดลำคลอง กระทั่งวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๗
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประพาสทางเรือ จากท่าน้ำสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
ไปจนถึงประตูน้ำท่าไข่ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมระยะทางทั้งสิ้น ๗๒ กิโลเมตร ใช้เวลา ๕ - ๖ ชั่วโมง
การเสด็จประพาสทางเรือครั้งนี้สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นที่มาของความ
สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่จะสืบสานปณิธาน และพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า "คลองแสนแสบเป็นคลองสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สมควรได้รับการดูแลรักษาต่อไป"จากจุดนี้ได้นำไปสู่การประชุมสัมมนาผู้นำท้องถิ่นริมคลองแสนแสบ ที่หอประชุมสถาบันราชภัฏจันทรเกษม เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๘ ซึ่งนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเดินทางไปเป็นประธานที่ประชุมมีมติกำหนดให้วันที่ ๒๐ กันยายน ของทุกปีเป็น "วันอนุรักษ์และรักษาแม่น้ำ คูคลองแห่งชาติ" โดยนายบรรหารประกาศเจตนาสนับสนุนเต็มที่ จนกระทั่งมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๘ ประกาศให้วันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันอนุรักษ์และรักษาคูคลองแห่งชาติ หลังจากมติดังกล่าว หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง มีความพยายามที่จะใช้วันอนุรักษ์และรักษาคูคลองแห่งชาติเป็นแม่เหล็ก เพื่อจูงใจให้ประชาชนคนไทยหันกลับมาให้ความสำคัญและดูแล รักษา แม่น้ำ ลำคลอง เหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าการพลิกฟื้นคูคลอง ยังเป็นความหวังริบหรี่ มีเพียงกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่กลุ่มที่ยังมุ่งมั่นดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง และแหล่งน้ำอื่นๆ ต่อไปรวมทั้งขยายแนวคิดไปยังคุณค่าของต้นไม้ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โครงการรวมใจภักดิ์รักษ์คลองแสนแสบ ได้รวมตัวก่อตั้งเป็นชมรม โดยมี ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว รับบทบาทเป็นประธานชมรมและขยายแนวคิดต่อไปอย่างมุ่งมั่น ชมรมได้ดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูคลองแสนแสบทุกรูปแบบ ทั้งด้านกายภาพ และจิตสำนึกของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝังจิตสำนึกรักคลองสู่เด็กๆ ที่อาศัยริมคลอง มีการจัดกิจกรรมประกวด การสำรวจสภาพน้ำ การจัดประชุมสัมมนา การกระตุ้นภาครัฐให้เข้ามามีบทบาทอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเสนอให้รัฐจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนดูแลพัฒนาคลองเสมือนถนนหนทาง ที่ได้งบประมาณเป็นปกติ ส่งเสริมให้มีการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และที่ลืมไม่ได้ คือจัดการเฉลิมฉลองวันอนุรักษ์ แม่น้ำ คูคลองแห่งชาติ ในวันที่ ๒๐ กันยายน ณ คลองแสนแสบ ต่อเนื่องทุกปีมิได้ขาด ดังนั้นทุกวันที่ ๒๐ กันยายน ของแต่ละปี ชมรมรวมใจภักดิ์รักษ์คลองแสนแสบ ซึ่งหมายถึงสมาชิกทั้งภาครัฐ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน ได้ร่วมมือกันกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ กรุงเทพฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ องค์กรเอกชน เช่น บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเบียร์ไทย (๑๙๙๑) จำกัด (มหาชน) และบริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) และประชาชนชาวคลองแสนแสบทุกเขต ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองทุกปี รวมทั้งกิจกรรมล่องเรือท่องคลองแสนแสบ การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองที่ชมรมรวมใจภักดิ์รักษ์คลองแสนแสบ จัดตลอดมา นับได้ว่าเป็นกิจกรรมตัวอย่าง รูปแบบการพัฒนา ๓ ประสาน เพื่อให้ลำคลองแสนแสบตื่นตัวมีชีวิตอยู่ตลอดเวลา...
อ้างอิง http://www.deqp.go.th/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)